Tips & Updates

แนวทางการวัดผลการทำงาน SEO

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำ SEO อาจจะรู้สึกว่า SEO เป็นเรื่องยาก หลังจากลองมะงุมมะงาหราลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง จะรู้ได้ยังไงว่า เรามาถูกทางแล้ว

ไม่ต้องเป็นห่วง คุณไม่ได้กำลังประสบปัญหานี้อยู่คนเดียว แม้แต่ผู้เขียนก็กำลังเรียนรู้เรื่อง SEO อยู่เหมือนกัน เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเรียนมาคือ metric หรือหน่วยวัด ซึ่ง metric ในการทำ SEO นั้นก็มีหลายอย่าง metric บางอย่างก็เกี่ยวกับเรื่องความสวยงามมากกว่าเรื่องคุณภาพของเว็บไซต์ ใครไม่เข้าใจเรื่อง Getting Rid of Vanity Metrics ลองไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ แต่ที่เราอยากเน้นในบทความนี้ จะเป็นเรื่องของ actionable metric หรือ metric สำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในเชิงธุรกิจได้ หากเราสามารถวิเคราะห์ผลการทำ SEO ของเราได้ถูกต้อง โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำ SEO ก็จะสูงขึ้น นอกจากนี้เราจะสามารถปรับกลยุทธ์ได้ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ โอกาสในการรักษาฐานลูกค้าก็เพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญคือ ROI หรือยอดขายของเรานั่นเอง

SEO Performance Metrics

อันที่จริงแล้วไม่มีข้อจำกัดตายตัวระหว่าง metric ที่สามารถทำได้จริงหรือแค่เพื่อความสวยงาม สิ่งสำคัญคือ เป้าหมาย ถ้าหากว่า เป้าหมายของเราคือ การสร้าง brand awareness หรือต้องการเพิ่มแรงค์ให้เว็บไซต์ คุณก็ควรจะเน้นไปที่การแทรค performance ด้านนั้น ถ้าเป้าหมายคือการเพิ่ม ROI หรือยอดขาย คุณก็ต้องเน้นแทรค conversion

Let’s look at some of the most important metrics you should be tracking: ลองมาดูกันว่า มี metric หลัก ๆ อะไรบ้างที่เราควรแทร็ค

Keyword Rankings

พอพูดถึงเรื่อง SEO คอนเทนต์ก็ยังเป็นราชาอยู่ keyword ranking จะเป็นตัวบอกเราว่า เรากำลังโฟกัสไปที่ keyword ที่ถูกต้องสำหรับเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณยังไม่แรงค์สำหรับ keyword ที่คุณต้องการ เราอาจจะต้องเปลี่ยนกลยุทธไปเน้นคีย์เวิร์ดอื่นก่อน เมื่อเว็บไซต์เราแรงค์ดีขึ้น จำนวน keywords ที่เว็บไซต์เราจะปรากฎใน SERP จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เอง ซึ่ง keyword ที่แรงก์มากขึ้นก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึง authority ของเว็บไซต์ที่ดีขึ้นในสายตา Google

Backlinks

Backlinks คือ ลิงก์ที่เว็บไซต์อื่นส่งกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา เป้าหมายหลัก คือ การได้รับลิงก์ที่มีคุณภาพดีในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บเราและเพิ่มคะแนน SEO ให้กับเว็บเรา โดยคุณสามารถตรวจสอบได้ว่า ลิงก์ที่ส่งมาที่เรามีเนื้อหาเกี่ยวข้องหรือไม่ ลองอ่านเพิ่มเพิ่มได้ว่า “ทำไมถึงต้องมี Backlinks

ว่าแต่ แล้ว engagement metric ล่ะ keyword และ backlink อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของการทำ SEO บนเว็บไซต์ได้ก็จริง แต่ก็ไม่ทั้งหมด engagement metric จะช่วยบอกเราได้ว่า ผู้ใช้เว็บไซต์เรามีปฏิสัมพันธ์ยังไงกับเว็บหรือที่เรียกว่า user experience นั่นเอง

SEO Performance: Engagement Metrics
Source: databox

นี่คือ ลิสต์บางส่วนของ metric ที่คุณสามารถใช้วัด engagement ได้

Bounce Rate และ Scroll Depth

เหมือนการเด้งบนแทรมโพลีน metric นี้บ่งชี้ว่า มีผู้ใช้เข้ามาในเว็บแล้วกดออกไปโดยที่ไม่กดไปที่หน้าอื่นเลย ซึ่งการที่ผู้ใช้เด้งออกไปนั้นอาจจะแปลได้หลายอย่าง บางทีผู้ใช้อาจจะเข้ามาเพื่อหาเบอร์โทรศัพท์หรือที่อยู่ เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วก็ออกจากเว็บไป เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่า bounce rate ของเว็บเราจะสูง ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป ลองเช็คดู scroll depth ว่า ผู้ใช้มีการเลื่อนลงไปดูข้อมูลอื่น ๆ ในหน้าเว็บบ้างหรือไม่ บางทีอาจจะได้คำตอบเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมของผู้ใช้หรือวิ่งที่เค้าต้องการค้นหา

Conversion Rate

อธิบายแบบง่าย ๆ ที่สุด conversion คือ จำนวนเปอร์เซ็นท์ที่จะบอกคุณว่า จากจำนวนคลิกทั้งหมดแปลงเป็นยอดขาย (หรือยอดคลิก หรือการสมัครรับข่าวสารทางอีเมล) ได้ทั้งหมดเท่าไหร่ ในช่วงระยะเวลาที่เราต้องการเช็คข้อมูล แต่ละเว็บไซต์หรือแต่ละแคมเปญที่เราทำ ก็จะมี conversion goals ต่าง ๆ กันไป

Pages Per Visit และ Time On Page

หากคุณตั้ง goal ของเว็บไว้ที่ visitor engagement ก็ถือว่า คุณกำลังมาถูกทางแล้ว Pages per visit คือ จำนวนหน้าเฉลี่ยที่คนคลิกในเว็บไซต์ต่อคน metric นี้จะช่วยให้เราเข้าใจผู้ใช้มากขึ้นว่า การเข้ามาในแต่ละครั้งนั้น ผู้ใช้เข้ามาอ่านกี่หน้า ซึ่ง metric นี้ก็จะเชื่อมโยงกันกับ Time on page อย่างเช่น ผู้ใช้เข้ามาในบล็อกและใช้เวลาแค่ 15-20 วินาที ก็มีแนวโน้มว่า อาจจะไม่ได้อ่านจริง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราตั้ง goal ของเว็บไซต์ไว้ที่อะไรด้วย ถึงจะสรุปได้ว่า ค่าที่เราอานได้นั้น ส่งผลดีหรือไม่ต่อเว็บของเรา

เครื่องมือตรวจเช็ค SEO Performance

ในเมื่อเรามีข้อมูลต่าง ๆ ที่เราสามารถตรวจสอบและวัดผลได้แล้ว ทีนี้เราก็มาดูทราฟฟิก (Traffic) กัน มีเครื่องมีหลายอย่างที่จะช่วยให้เราสามารถเช็คทราฟฟิกที่เข้ามาในเว็บได้ แต่วิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น Google Analytics จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก คือ Google Analytics จะช่วยบอกเราได้ว่า ทราฟฟิกของเว็บเรานั้นมาจากช่องทางไหน เมื่อเรามีข้อมูลนี้เราก็จะสามารถคำนวน ROI ของแคทเปญที่เราทำได้ไม่ยาก

ทีนี้ลองมาดูเครื่องมืออื่น ๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจข้อมูลที่เรามีอยู่มากขึ้น ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนการออดิทบัญชี ส่วนในภาษาการตลาดออนไลน์เราจะเรียกว่า SEO Audit นั่นเอง

Google Search Console น่าจะเป็นเครื่องมือที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะนอกจากจะฟรีแล้วยังสามารถใช้อ่านข้อมูลได้ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นการดู engagement error ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ หรือแม้แต่คำแนะนำเรื่องการปรับปรุงเว็บเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ

Lighthouse Audit – คือ เครื่องมือออโตเมทจาก Google ที่ใช้วัดการเข้าถึงของเว็บ website performance และอื่น ๆ อีกมากมาย

PageSpeed Insights – คือ เครื่องมือที่ทำงานร่วมกันกับ Lighthouseและ Chrome User Experience Report โดยจะวิเคราะห์เนื้อหาของหน้าเว็บหนึ่งๆ จากนั้นจะสร้างคำแนะนำว่า ทำอย่างไรหน้าเว็บดังกล่าวจึงจะทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น

Structured Data Testing Tool – นี่คือเครื่องมือที่มักจะถูกมองข้ามจากมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำ SEO สิ่งนี้เป็นตัวช่วยมือหนึ่งที่จะช่วยตรวจสอบว่า เว็บไซต์ของคุณเขียนโค้ดและวางโครงสร้างได้ตรงตามแบบที่ Google ชอบอ่านแล้วหรือยัง

Mobile-Friendly Test – เครื่องมือตัวนี้จะช่วยตรวจว่า เว็บไซต์ของเรานั้นสามารถแสดงผลบนมือถือและแท็บเล็ตได้ดีแค่ไหน ตัวเว็บแสดงผลด้วยเวอร์ชั่น desktop แทนที่จะเป็นเวอร์ชั่นมือถือหรือไม่ อะไรทำนองนั้น

ตรวจเว็บเสร็จหมดแล้ว ทำอะไรต่อ

เอาหล่ะ หลังจากที่ออดิทเว็บไซต์มาทั้งเว็บแล้ว ทีนี้ทำอะไรต่อ ลองดูเรื่อง Crawlability และคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บ Crawlability คือ การตรวจเช็คว่า เว็บไซต์เรานั้นเอื้อต่อการเข้ามาเก็บข้อมูลของ Google แล้วหรือยัง sitemap มีหรือยัง ถ้ามีแล้วเขียนได้ถูกต้องหรือไม่ ส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ก็ตามตัวอยู่แล้ว โดยเราต้องมั่นใจว่า เว็บไซต์ของเรามีข้อมูลที่ดี ทันสมัยและข้อมูลถูกต้อง เทียบกับเว็บไซต์คู่แข่งแล้วเนื้อหาของเราเป็นอย่างไร ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เราต้องการหรือไม่ Page Titles และ Meta Descriptions อธิบายเนื้อหาในแต่ละหน้าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร

เห็นมั้ยว่า การทำ SEO นั้นเรียกว่า เป็นงานที่แถบไม่จบง่าย ๆ เหมือนกับการวิ่งมาราธอนที่เราในฐานะเจ้าของเว็บไซต์จะต้องมีความขยัน คอยทำการตรวจสอบเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ แต่ถึงแม้ว่า ลิสต์จะดูเยอะจนบางคนเห็นแล้วอาจจะท้อใจ ถ้าคุณอดทนและหมั่นทำไปเรื่อย ๆ จนชำนาญก็จะสามารถหาจุดโฟกัสได้เองว่า มีจุดไหนที่สำคัญมากเป็นพิเศษ หากอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ลองมาคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ได้ที่ Enabler Space

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *