BloggingMartech Marketing TechnologyContent MarketingSEO Search Engine OptimizationTips & Updates

เมื่อไหร่ควรใช้และเมื่อไหร่ไม่ควรใช้ WordPress

เป็นที่รู้กันดีว่า การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ควรทำถ้าอยากยกระดับธุรกิจไปสู่ตลาดออนไลน์ ดังนั้น คำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่า เราควรจะยกระดับธุรกิจของเราด้วยการทำเว็บไซต์หรือไม่ แต่ควรจะเป็นทำเมื่อไหร่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ที่เราเป็นเจ้าของเองคนเดียวอย่างการเขียนบล็อก หรือจะเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ เน็ตไอดอล บริษัทสตาร์ตอัพ หรือแม้แต่การพาร์ทเนอร์ชิปกับบริษัทจำกัด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบนั้นขนาดเล็กใหญ่แค่ไหน การทำเว็บก็ควรเป็นหนึ่งในสิ่งลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำ 

ทีนี้มาดูกันว่า มีวิธีอะไรบ้างที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเว็บไซต์ แอบกระซิบให้ว่า WordPress นี่แหล่ะ ปังปุริเย่สุดแล้ว

หลาย ๆ คน อาจจะมีคำถามอยู่ในใจ แล้ว WordPress เป็นตัวเลือกเดียวจริง ๆ เหรอ ทำไมใคร ๆ ก็แนะนำให้ใช้ได้แพลตฟอร์มนี้ จริง ๆ แล้วมี CMS (content management systems) มากมายให้เราเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น Joomla, Wix, Drupal หรือถ้าใครสามารถ จะเขียนเว็บเองตั้งแต่แรกก็ได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น WordPress ถือได้ว่า เป็นแพลตฟอร์มแต่ติดตั้งได้ง่ายและเป็นมิตรที่สุดแล้ว สำหรับประชาชนคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวไอทีมากนัก

แล้วมีเหตุผลอะไรว่า เราไม่ควรใช้ WordPress บ้างมั้ย มีสิ ไว้เดี๋ยวเรามาดูกัน มาพูดถึงข้อดีกันก่อน

เมื่อไหร่ควรใช้ WordPress

นี่คือข้อดีหลัก ๆ ในการใช้ WordPress สำหรับสร้างเว็บไซต์

1.  ง่ายกับการทำ SEO (Search Engine Optimization)

หนึ่งในข้อดีที่ชัดเจนมากสำหรับการเลือกใช้ WordPress คือ การที่แพลตฟอร์มมาพร้อม SEO ปลั๊กอินมากมาย ข้างล่างนี่คือ ลิสต์ปลั๊กอินหลัก ๆ ที่คนทำเว็บนิยมใช้กัน 

Yoast SEO เป็นหนึ่งในปลั๊กอินที่คนทำเว็บและมาเก็ตเตอร์นิยมใช้กันมาก เพราะมีฟังก์ชั่นการตรวจ SEO ทั้งเว็บแบบครบวงจร เช่น การอัพเดท SEO เมตา แท็ก (Meta tag) เมตาไตเติ้ล (Meta title) แก้คำบรรยายเว็บ และคีย์เวิร์ด ปลั๊กอินนี้ยังสามารถสร้าง XML ไซต์แมป ได้อีกด้วย นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นที่ปลั๊กอินนี้สามารถทำได้เท่านั้น ลิสต์มีอีกยาวเป็นหางว่าว

Ahrefs SEO เป็นเครื่องมือในการใช้ดู data insight แบบครบจบในปลั๊กอินเดียว พูดง่าย ๆ คือ ด้วยปลั๊กอินนี้ ผู้ใช้สามารถตรวจคีย์เวิร์ดแรงค์กิ้งสำหรับเว็บไซต์ของตัวเองได้  และยังมีเครื่องมืออีกหนึ่งอย่างที่มีประโยชน์มาก ที่เรียกว่า gap ananlysis tool ไว้สำหรับเช็คว่า เราควรสร้างเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมบนเว็บของเราบ้าง 

Google Search Console เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ SEO ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ ที่สำคัญคือ เครื่องมือตัวนี้กูเกิ้ลให้ใช้ฟรีจ้า เอาไว้ใช้ตรวจสอบเว็บไซต์ของเราว่า ตอนนี้ตำแหน่งของเว็บเราบน Google SERP (Search Engine Results Page) เป็นยังไงบ้าง และยังสามารถใช้ตรวจว่า Google spider เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับเว็บของเราอย่างไรและเมื่อไหร่ได้ด้วย

เมื่อมีการผิดพลาดในการ crawl เว็บเกิดขึ้นหรือมีปัญหาเซอเวอร์ (ซึ่งแน่นอน สิ่งเหล่านี้มีผลกับ SEO) Google Search Console ก็จะมีคำเตือนมาให้เราเห็น พร้อมทั้งคำแนะนำว่า เราควรจะแก้ปัญหาอย่างไร แก้ที่ไหน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีปลั๊กอินอีกมากมายบนแพลตฟอร์ม WordPress ที่ทุกคนสามารถไปทดลองได้ สามอันที่เรายกมา เป็นแค่ตัวอย่างปลั๊กอินสำคัญ ๆ ที่เรามองว่า เจ้าของเว็บทุกคนควรมีไว้ใช้ เหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน

2 – ฟังก์ชั่นบล็อกแบบบิวต์ อิน

หากคุณอยากจริงจังกับการทำ content marketing และมีบล็อกไว้เขียนบทความเป็นของตัวเอง WordPress เป็นเพื่อนที่ดีของคุณ

คุณอาจจะคิดว่า มันก็แค่บล็อก แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่แค่บล็อกน่ะสิ การสร้างเน็ตเวิร์คลิงก์และระบบบล็อกนั้นยุ่งยากกว่าที่คิด เช่น คุณต้องมั่นใจว่าเว็บของคุณมีระบบการสร้าง URL อัตโนมัติที่ฉลาดพอ ในที่นี้คือ มีข้อมูลเว็บไซต์อย่างครบถ้วนตามมาตรฐานกูเกิ้ลนั่นเอง

นอกจากนี้ คุณต้องมั่นใจว่า เว็บของคุณมีฟังก์ชั่นที่สามารถจัดหมวดหมู่ของแต่ละบทความให้ครอบคลุมได้มากกว่าหนึ่งหมวดหมู่ พูดง่าย ๆ ว่าเป็น หน้าย่อย ๆ หน้าหนึ่งในเว็บนั่นเอง

นี่คือตัวอย่างของ URL ที่ดี และเป็นมิตรกับกูเกิ้ล แล้วเชื่อมั้ยว่า สิ่งนี้ WordPress สามารถสร้างให้คุณได้ง่าย ๆ ชีวิตของ content writer ของคุณก็จะง่ายขึ้นอีกอักโข

Source: moz.com

3 – แทบไม่ต้องมีความรู้ไอที

ตอนเซ็ตอัพตอนแรกอาจจะต้องอาศัยยืมมือหนุ่มสาวไอทีมาช่วยหน่อย แต่หลังจากนั้น ในแง่ของผู้ใช้ทั่วไปที่แค่ต้องใช้เขียนบทความและอัพโหลดขึ้นไปบนเว็บแล้ว ถือว่า ง่ายมาก จบสายศิลป์มาก็ทำได้สบายจ้า

แค่ใช้โปรแกรมแบบ Microsoft Word หรือ Pages ของ Mac OS ได้ก็ใช้ WordPress ได้แล้ว

Source: blogging101.com

4- มีตัวช่วยบานเบอะ

คอมมูนิตี้หรือชุมชนผู้ใช้ WordPress นั้นใหญ่มากและสนับสนุนหลายภาษา ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีการอัพเดทอย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่า จะต้องพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นพิเศษเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเริ่มที่ไหน ลองไปส่องดูชิมลางได้ที่กระทู้นี้

https://wordpress.org/support/forums/.

แล้วเมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ WordPress

เอาหล่ะ ไม่มีอะไรในโลกดีไปทุกอย่างหรอก ฟังข้อดีกันไปเยอะแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า มีสถานการณ์ไหนบ้างที่เราไม่ควรใช้ WordPress มีสองเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรใช้ CMS นี้สำหรับเว็บไซต์ของคุณ

1- งานที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องความปลอดภัย

เนื่องจาก WordPress นั้นถูกสร้างมาให้สามารถยืดหยุ่นและปรับเข้ากับปลั๊กอินที่หลากหลายในการอัพเดทและปรับแต่งลูกเล่นต่าง ๆ บนเว็บไซต์ ทำให้ WordPress มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยสูง

คุณอาจจะเกิดคำถามว่า ถ้าอย่างนั้น เราไม่ควรใช้ WordPress เลยเหรอ ถ้าเราต้องการความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย คำตอบคือ ไม่ใช่

มันหมายความว่า ผู้ดูแลเว็บไซต์ของคุณต้องขยันมากขึ้นเป็นพิเศษในการอัพเดทซอฟท์แวร์ ตรวสอบเว็บไซต์ทุกสัปดาห์และหมั่นเช็คปลั๊กอินที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ

ข้างล่างนี้คือ ลิสต์ของปัญหาเรื่องความปลอดภัยที่มักจะเกิดขึ้นได้สำหรับผู้ใช้ WordPress การรู้เขารู้เราเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเตรียมตัวและรู้ถึงจุดอ่อนของแพลตฟอร์มก็จะทำให้เราจัดการกับปัญหาได้ง่ายและเร็วขึ้น

  • Backdoor – นี่เป็นวิธีการที่ผู้ใช้ที่ไม่พึงประสงค์จะสามารถบุกทะลวงเข้ามาในเว็บเราได้แบบไม่ต้องผ่านทางหน้าประตูแบบอย่างการล็อกอินโดยใช้รหัสแบบปกติ โดยเมื่อเข้ามาแล้วผู้ใช้เหล่านี้ก็จะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนเป็นเจ้าของเว็บ
  • Malicious redirects – แฮกเกอร์บางคนสามารถส่งสคริปต์เข้ามาที่เว็บแล้วเปลี่ยนเส้นทางของผู้ใช้เว็บเราไปยังเว็บไซต์อันไม่พึงประสงค์ที่ผู้ใช้อาจจะไปโดนหลอกขโมยข้อมูลหรือโดนไวรัสได้
  • Drive-by downloads – คือ สคริปท์ที่ใช้ประโยชน์จากจุดบอดของบราวเซอร์และแอปพลิเคชั่นหรือหลอกให้ผู้ใช้โหลดไวรัสแบบไม่ตั้งใจ

2 – ความยากลำบากในการขยาย

ที่ว่าลำบากนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถขยายธุรกิจหรืออัพเดทเว็บไซต์ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้นได้เลย แต่ข้อจำกัดคือ การที่เราต้องทำงานกับปลั๊กอินจำนวนมาก เพราะแต่ละปลั๊กอินก็มีข้อจำกัดของตัวเองแยกย่อยลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทหรือในหลายครั้ง ๆ ผู้ผลิตก็เลิกอัพเดทปลั๊กอินไปเลยก็มี

ทั้งนี้ การอัพเดทหรือปรับปรุงเว็บไซต์ เมื่อเป็นเว็บที่เขียนเองสามารถทำได้ง่ายและเร็วกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเว็บประเภท e-commerce ขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยการปรับแต่งขั้นสูง

บทสรุป: คำถามเงินล้าน จะ WordPress หรือ ไม่ WordPress ดี

การสร้างเว็บไซต์ก็เหมือนสร้างบ้าน มันไม่ใช่งานที่ทำแล้วเสร็จในวันเดียวหรือทำเสร็จแล้วเสร็จเลย ไหนจะต้องดูเรื่องความปลอดภัย เรื่องการวางระบบที่ถูกต้อง ลองเช็คให้ดีว่า ธุรกิจของเรา เป็นแบบไหน KPIs หรือเป้าหมายทางธุรกิจของเราคืออะไร 

ถ้าเราวางไว้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้อีกมากเลยทีเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *