SEO Search Engine OptimizationTips & Updates

เช็คลิสต์สำคัญก่อนเอาเว็บไซต์ขึ้นออนไลน์: 10 ข้อควรจำสำหรับการทำ UAT

ถ้าคุณเสิร์ชผ่านกูเกิ้ลมาจนเจอบทความนี้ แสดงว่า คุณต้องคุ้นเคยกับคำว่า UAT (User Acceptance Test) ถ้าคำตอบคือ ใช่ ข้ามบทนำไปอ่านลิสต์ได้เลยจ้า แต่ถ้าอยากทบทวนความจำหรือไม่รู้ว่า UAT คืออะไรก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ก่อน UAT คือ กระบวนการตรวจรับรองเว็บไซต์และการทำงานของเว็บ ซึ่งวิธีการก็มีหลากหลายมาก แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การให้ผู้เขียนเว็บนั่งด้วยกันกับเจ้าของเว็บหรือเจ้าของโปรเจ็คแล้วดูฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ของเว็บด้วยกัน

ในกระบวนการนี้ ผู้ใช้เว็บจะได้ทดสอบฟังก์ชั่นของเว็บไซต์ การใช้งาน ดีไซน์ ตรวจหาบักส์และปัญหาต่าง ๆ และเมื่อเว็บไซต์หรือบางฟีจเจอร์ของเว็บผ่านขั้นตอน UAT แล้ว อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์สำหรับการออนไลน์ ไม่พูดพล่ามทำเพลง มาดูกันดีกว่าว่า ในลิสต์มีอะไรบ้าง

1. ความปลอดภัยของเว็บไซต์

เช็คHTTP (Hypertext Transfer Protocol) หรือโพรโทคอลที่ใช้ในการรับและส่งข้อมูลระหว่าง Client และ Server ผ่าน internet เช็คว่า มีตัว s หรือไม่ ซึ่งตัว s นี้สำคัญมาก ย่อมาจาก Secure ที่แปลว่า ปลอดภัย HTTPs จะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับเว็บของเรา ให้แฮคเกอร์ทำงานยากขึ้น คุณต้องได้รับ SSL (Security Socket Layer) ซึ่งไม่ใช่แค่อัพเกรดเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคะแนน SEO ให้เว็บด้วย

สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป เวอร์ชั่นฟรีที่ได้มาจากโฮสต์หรือLet’s Encrypt ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก คุณอาจจะต้องลงทุนซื้อ SSL เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น ลองดูบริการของ Domain Validation, Organizational Validation, WildCard SSL เป็นต้น สรุปสั้น ๆ คือ เวลาตรวจเช็คเว็บไซต์ สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้ คือ ดูว่าเว็บของเรานั้นมี https หรือไม่และโฮสต์บน provider ที่เชื่อถือได้

2. การเข้าถึงเว็บไซต์ (Redirects)

ข้อสองในลิสต์การทำ UAT ของเราคือ การรีไดเร็ค URL หรือเรียกอีกอย่างว่า การฟอร์เวิร์ด URL การทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถเข้าถึงได้ผ่าน URL ต่าง ๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างไรก็ดี ถ้าเราส่ง traffic จากหลาย ๆ URL ไปที่เดียวก็จะไม่ดีกับ SEO เช่นกัน พื้นฐานคือ ควรโฟกัสแค่ “www to non-www”, “http to https” ตัวอย่างคือ

ถ้ามีการทำ “www to non-www” ไม่ว่า เราจะพิมพ์ URL www.enablerspace.com หรือ enablerspace.com ผู้ใช้ก็จะไปถึงที่หมายเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่เราควรทดสอบก่อนเอาเว็บไซต์ขึ้นออนไลน์ คือ การทดลองพิมพ์ URL ในหลาย ๆ เวอร์ชั่นแล้วดูว่า เราไปลงที่หน้าเดียวกันหรือไม่

3. หน้า 404 Error

พูดถึงการทำ URL Redirect ไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ การแจ้งให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เมื่อกดเข้าไปเจอหน้าที่ไม่มีอยู่บนเว็บ วิธีการเช็คง่าย ๆ คือ ลองพิมพ์ URL ที่คุณรู้ว่า ไม่มีบนเว็บของเราแน่ ๆ ลงไป คุณควรจะเจอหน้าที่มีข้อความว่า “ขออภัย หน้าที่คุณกำลังค้นหาไม่มีอยู่” หรือถ้าอยากให้แอดวานซ์ขึ้นไปอีก หลังจากเจอหน้า 404 ก็ควรจะมีการแนะนำหน้าที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้กำลังค้นหา

4. Technical SEO

การทำ technical SEO นั้นจะช่วยให้เรามั่นใจว่า เว็บไซต์ของเรานั้นจะถูกค้นพบโดย Google หรือโดยผู้ใช้นั่นเอง มีตัวช่วยอยู่มากมายในการใช้ตรวจเช็ครากฐานเว็บไซต์ของเราว่ามั่นคงแล้วหรือยัง หนึ่งในนั้นคือ เครื่องมือที่มีชื่อว่า Screaming Frog ลองพิมพ์ URL เว็บไซต์ของคุณลงไปแล้วเช็คว่า ยังมีอะไรขาดเหลือ ไม่ว่าจะเป็น meta title, meta description, meta keywords

ไหน ๆ ก็พูดถึง technical seo อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเช็ค robots.txt และ sitemap.xml เพราะทั้งสองอย่างนี้เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักให้เสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Google หาเราเจอ การเซ็ทอัพให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าคุณมีปัญหาอยากได้คำปรึกษา มาคุยกับเราได้

5. เช็คการแสดงผลของเว็บไซต์บนอุปกรณ์ต่าง ๆ

นี่คือ สิ่งแรก ๆ ที่ควรทำเมื่อต้องการทดสอบเว็บไซต์ แนะนำว่าควรจะเริ่มทีเดสทอปและแล็ปทอป ลองเข้าเว็บจากหลาย ๆ บราวเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น Chrome, Firefox, Safari, Edge ลองให้หมด จับตาดูว่า เว็บมีการแสดงผลอะไรที่แปลก ๆ บ้างในแต่ละบราวเซอร์ เสร็จแล้วก็ลองย่อหน้าต่างให้เล็กลงว่า คอนเทนต์บนเว็บของเราแสดงผลอย่างไรในแต่ละขนาด ลองจดไว้ว่า มีอะไรบ้างที่เราสามารถปรับปรุงได้

ทำอย่างเดียวกันบนแล็ปทอป

6. Usability Testing ทดสอบการใช้งาน

หลังจากตรวจสอบการแสดงผลของเว็บไซต์แล้ว สิ่งที่ควรเช็คถัดไป คือ การใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ เริ่มจากเนวิเกชั่น บาร์ (Navigation Bar) หรือ Hamburger menu บนเวอร์ชั่นมือถือ เพื่อตรวจสอบว่า เราสามารถใช้เว็บได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากนั้น ลองดูแบนเนอร์ สไลเดอร์ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่า เว็บไซต์ที่คุณกำลังเช็คมีขนาดใหญ่แค่ไหน คุณอาจจะต้องลอง spot check หรือสุ่มคลิกลิงก์หรือปุ่มต่าง ๆ บนเว็บ ลองดูว่า มันทำงานหรือแสดงผลได้ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

7. Site Content เนื้อหาบนเว็บไซต์

เช็ครูปและลิงก์บนเว็บว่าแสดงผลได้ถูกต้อง ลองสแกนดูเร็ว ๆ แบบผ่าน ๆ ว่า มีอะไรดึงสายตา ช่องว่างแปลก ๆ หรือคำที่สะกดผิด หรือจะลองรันเว็บผ่านตัวช่วยอย่างที่กล่าวไปข้างบนก็จะช่วยประหยัดเวลามากขึ้น

ลิงก์ที่กดออกไปข้างนอกก็สำคัญ ลองกดดูว่า ลิงก์เปิดหน้าต่างใหม่รึเปล่า ถ้าเว็บของคุณไม่ได้มีเนื้อหามากนัก ลองดูลิสต์ไกด์ไลน์ของเราเพื่อสร้างกลยุทธการสร้างเนื้อหาแบบ Pillars & Clusters

8. ฟอร์ม Call-To-Action

หลังจากเช็คเนื้อหาบนเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ถัดมาคือ การเช็คปุ่ม Call to Actions ลองกรอกฟอร์มและกดส่ง ดูว่า ฟอร์มมีอะไรผิดปกติหรือไม่ อีเมลถูกส่งไปถูกคนหรือไม่ ข้อมูลต่าง ๆ มีการเก็บมาถูกต้องหรือไม่ ลองทดสอบฟอร์มตั้งแต่หน้าแรก หน้า Contact us และสุดท้ายหน้า Subscribe

9. แถบเลือกภาษา

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีมากกว่าหนึ่งภาษากฌต้องเช็คว่า เว็บไซต์สามารถเปลี่ยนภาษาได้ถูกต้องหรือไม่ ส่วนที่อาจจะเทคนิคอลขึ้นมาหน่อย จะเป็นการเช็คว่า hreflang หรือ canonical tag เซ็ทอัพได้ถูกต้อง วิธีที่ง่ายที่สุดคือ คลิกขวาแล้วดู source code แล้วหา hreflang tag การตรวจเช็คส่วนนี้คุณอาจจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนเว็บอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ ลองปรึกษาทีมไอทีหรือ ลองติดมาที่ Enabler Space เราช่วยได้

10. ปลั๊ก อิน ส่วนต่อขยาย เครื่องมือหรือสคริปต์ที่ไม่ถูกกฎหมาย

การจะตรวจเช็คส่วนนี้ได้ คุณต้องมีความรู้เรื่องการเขียนเว็บอยู่บ้าง อย่ากลัวถ้าจะต้องถามเว็บดีเวลลอปเปอร์ แต่ควรจะมั่นใจว่า เราไว้ใจได้ เพราะการลงปลั๊กอินหรือส่วนต่อขยาย (extensions) ที่ไม่ถูกกฎหมายลงบนเว็บ อาจจะทำให้เว็บเสี่ยงต่อการถูกโจมตีได้

ครบสิบข้อไปแล้ว สำหรับลิสต์การตรวจเว็บก่อนออนไลน์จริง อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ความจริงหนึ่งเดียว ไม่ใช่สเต็ปเดียวที่ควรทำ ยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะช่วยให้การออนไลน์เว็บไซต์ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังมีข้อสงสัย ลองติดต่อเข้ามาได้ที่ Enabler Space contact-us

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *